Skip to main content

หน้าหลัก

ข้อมูล ด้านแรงงาน

การจำกัดจำนวนแรงงานต่างชาติ

     ความต้องการแรงงานต่างชาติในอิสราเอลมีจำนวนมาก โดยเฉพาะในสาขาอาชีพที่ใช้แรงงานไร้ฝีมือ  งานสกปรก อันตราย และงานหนัก ซึ่งชาวอิสราเอลไม่ต้องการทำ แต่ทางการอิสราเอลอนุญาตนำเข้าแรงงานต่างชาติใน  4  ประเภทกิจการเท่านั้น   คือ  ภาคงานเกษตร , ภาคการก่อสร้าง , ภาคงานบริการ  (ดูแลคนชราและผู้พิการ)   และภาคอุตสาหกรรมบริการ และร้านอาหาร

     นอกจากนี้ รัฐบาลอิสราเอลมีการควบคุมและกำหนดโควต้าการนำเข้าแรงงานต่างชาติทุกปีโดยในปีพ.ศ. 2549   ได้กำหนดโควตาอนุญาตให้จ้างแรงงานต่างชาติ  ดังนี้

          1. ภาคก่อสร้าง จำนวน 15,000 คน  โดยได้เปลี่ยนแปลงระบบการจ้างงาน ตั้งแต่วันที่ 1

พฤษภาคม 2548 เป็นต้นมา  โดยให้บริษัทจัดหางานอิสราเอลที่รัฐบาลคัดเลือกจำนวน 42 บริษัทเป็นนายจ้างแทนที่ให้ผู้รับเหมาก่อสร้างเป็นนายจ้างเช่นเดิม  บริษัทจัดหางานเหล่านี้จะได้โควตาวีซ่าจากรัฐบาลโดยตรง เป็นผู้รับผิดชอบจ่ายค่าจ้างให้ลูกจ้าง ทำประกัน รวมทั้งจัดสวัสดิการต่าง ๆ ให้ลูกจ้างของตนด้วย   ซึ่งโควต้าจำนวน 15,000 คนนี้  รวมถึงแรงงานต่างชาติที่ทำงานก่อสร้างในประเทศอิสราเอลอยู่แล้ว โดยรัฐบาลอิสราเอลจะพิจารณาให้นำเข้าต่อเมื่อมีแรงงานคนเก่าเดินทางออกนอกประเทศไปแล้ว   เป็นการนำเข้าเพื่อทดแทนแรงงานเก่าเท่านั้น 

          2. งานอุตสาหกรรมบริการและร้านอาหาร  ได้แยกโควต้าเป็นงานอุตสาหกรรมบริการ จำนวน 1,500 คน   และงานในร้านอาหารที่ต้องการผู้ชำนาญงานและมีฝีมือ ซึ่งคนอิสราเอลทำไม่ได้ เช่นประกอบอาหารไทย ญี่ปุ่น จีน  จำนวน 1,150 คน 

          3. งานเกษตร    จำนวน 26,000  คน  โควต้างานเกษตร 26,000 คน นี้  รวมถึงคนงานเกษตรที่กำลังทำงานในประเทศอิสราเอลด้วยซึ่งโดยปกติในเดือนมกราคมของทุกปี หน่วยงานที่เกี่ยวข้องคือกระทรวงมหาดไทยอิสราเอล กระทรวงเกษตร และกระทรวงอุตสาหกรรม การค้าและแรงงานของอิสราเอล   จะมีการพิจารณาทบทวนจำนวนโควตางานเกษตร  โดยในเบื้องต้นกำหนดให้นายจ้างเก่าที่มีแรงงานต่างชาติแล้วและมีวีซ่าว่างแต่ต้องการแรงงานเพิ่ม ต้องจ้างแรงงานต่างชาติผิดกฎหมายที่ถูกจับกุมก่อน และให้เวลาแก่นายจ้างที่มีลูกจ้างเป็นแรงงานต่างด้าวซึ่งตนต้องการจ้างต่อไปให้ไปต่อวีซ่าที่กระทรวงมหาดไทยภายในเดือนกุมภาพันธ์   ซึ่งเมื่อทุกคนต่อวีซ่าให้ลูกจ้างของตนแล้วจะทำให้ทราบว่ามีแรงงานส่วนที่ขาดเท่าใด จึงจะอนุญาตให้นายจ้างนั้น ๆ นำเข้าแรงงานใหม่ไปทำงานแทนคนงานเดิมซึ่งเดินทางกลับ หรือเปลี่ยนนายจ้างใหม่ 

          4. งานดูแลคนชราและผู้พิการ  ในปี 2549 ทางการอิสราเอลไม่จำกัดจำนวนโควต้าเพราะมีคนชราและผู้พิการต้องการคนดูแลมากขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็น ประกอบกับคนอิสราเอลไม่นิยมทำงานนี้ หรือถ้าจ้างคนอิสราเอลต้องจ้างในอัตราค่าจ้างสูงมาก  อย่างไรก็ตาม ก่อนจะอนุญาตจ้างแรงงานต่างชาติ จะมีการตรวจสอบ หากเห็นว่าจำเป็นจึงจะอนุญาตให้จ้างได้   เนื่องจากเป็นธุรกิจที่มีความต้องการแรงงานต่างชาติมาก     ขณะนี้จึงมีบริษัทจัดหางานอิสราเอลที่ได้รับอนุญาตให้นำเข้าแรงงานต่างชาติไปทำงานดูแลคนชรา คนป่วย และผู้พิการในประเทศอิสราเอลประมาณ 400  บริษัท 

                    สำหรับโควต้าแรงงานต่างชาติในปีพ.ศ.  2550  มีดังนี้ 

                    1. กิจการโรงแรมในเมือง Eilat ซึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยวที่สำคัญทางภาคใต้ของประเทศ ไม่               อนุญาตให้จ้างแรงงานต่างชาติเลยโดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2550  

                    2. ร้านอาหารต่างชาติ (ethnic restaurant )  900 คน

                    3. อุตสาหกรรม  15,000  คน  และตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2550 เป็นต้นไป   เฉพาะผู้                   เชี่ยวชาญที่มีเงินเดือนตั้งแต่  14,000 เชคเกล  เท่านั้นที่จะได้รับอนุญาตให้ทำงานต่อไป

                    4. งานเกษตร  26,000  คน  และเมื่อวันที่ 7 มกราคม 2550 คณะรัฐมนตรีอิสราเอลได้                 อนุมัติโควต้าสำหรับแรงงานต่างชาติภาคงานเกษตรเพิ่มอีก 3,000 คน 

                    5. งานก่อสร้าง  15,000  คน  จนถึงเดือนตุลาคม 2550   จากนั้นจะลดลงเหลือ 12,000               คน 

                    6. งานดูแลคนชรา/คนป่วย/คนพิการ  ไม่มีโควต้า   อนุญาตให้จ้างตามความจำเป็นของ               นายจ้างแต่ละราย   ซึ่งต้องผ่านการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

การควบคุมและการจ้างแรงงานต่างชาติในประเทศอิสราเอล

                  1. การนำเข้าแรงงานต่างชาติของอิสราเอล ต้องผ่านการพิจารณาของกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับงานแต่ละด้านก่อน  เช่น  งานเกษตรจะต้องผ่านกระทรวงเกษตรและการพัฒนาชนบทงานก่อสร้างจะต้องผ่านกระทรวงการก่อสร้าง  งานดูแลคนชราและผู้พิการจะต้องผ่านกระทรวงสาธารณสุข  โดยกระทรวงดังกล่าวรวบรวมความต้องการแรงงานในสาขาที่ตนควบคุมอยู่ ส่งให้กระทรวงอุตสาหกรรม การค้าและแรงงานเป็นผู้พิจารณาและอนุมัติจำนวนโควต้า  แล้วส่งให้กระทรวงมหาดไทยพิจารณาออกวีซ่า โดยประสานกับสถานทูตอิสราเอลในแต่ละประเทศ เพื่อประทับตราวีซ่าในหนังสือเดินทางแก่คนงานต่างชาติที่จะเดินทางไปทำงาน  ซึ่งเป็นวีซ่าอนุญาตให้ทำงาน เมื่อคนงานเดินทางไปถึงประเทศอิสราเอลแล้ว นายจ้างต้องไปขอใบอนุญาตทำงาน ซึ่งปกติอนุญาตให้ทำงานปีต่อปี  โดยประทับตราในหนังสือเดินทางของคนงาน   

                  2. การให้วีซ่าแรงงานต่างชาตินั้น  อิสราเอลยึดหลักการให้วีซ่าแก่นายจ้าง  โดยในใบอนุญาตทำงานซึ่งประทับอยู่ในหนังสือเดินทางของคนงานจะระบุชื่อนายจ้างอยู่ด้วย วีซ่ามิได้ให้แก่แรงงานต่างชาติ แรงงานต่างชาติเป็นเพียงได้รับอนุญาตให้ทำงานกับนายจ้างรายนั้น ๆ ที่ได้รับโควต้าวีซ่า ซึ่งจะกำหนดว่าจะมีคนงานได้จำนวนเท่าใด  หากคนงานต้องการย้ายนายจ้าง   ต้องมีนายจ้างรายใหม่ที่มีวีซ่าว่างก่อนและพร้อมจะรับโอนคนงานมาโดยความยินยอมของนายจ้างรายเก่าด้วย  และต้องได้รับอนุญาตจากกระทรวงมหาดไทยด้วยเช่นกัน   เมื่อกลางปี 2549  ศาลอิสราเอลมีคำพิพากษาให้แรงงานต่างชาติเปลี่ยนนายจ้างได้โดยที่นายจ้างเดิมไม่จำเป็นต้องยินยอม  แต่ในทางปฏิบัติ การเปลี่ยนนายจ้างจำเป็นต้องได้รับอนุญาตจากกระทรวงมหาดไทยอิสราเอลก่อนเสมอ

                  3. งานที่อนุญาตให้แรงงานต่างชาติทำงานได้ทั้ง  4  ประเภทนั้น ไม่สามารถเปลี่ยนประเภทวีซ่าได้ กล่าวคือแรงงานต่างชาติเดินทางไปทำงานในประเทศอิสราเอลด้วยวีซ่าประเภทใด จะได้รับอนุญาตให้ทำงานเฉพาะงานนั้น ๆ เท่านั้น  หากตรวจพบว่าทำงานผิดประเภท    หรือผิดนายจ้าง ถือว่าผิดกฎหมาย จะถูกจับกุมทันที      

                  4. นายจ้างจะต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบในการจ้างแรงงานต่างชาติ  ซึ่งมีการกำหนดขั้นตอนรายละเอียดไว้  เริ่มจากนายจ้างที่ได้รับอนุญาตจากกระทรวงอุตสาหกรรม การค้าและแรงงานก่อนว่าสามารถจ้างได้จำนวนเท่าใด หลังจากนั้นต้องไปแจ้งต่อกระทรวงมหาดไทยว่าจะนำเข้าแรงงานต่างชาติด้วยตนเองหรือมอบอำนาจให้บริษัทจัดหางานเป็นผู้นำเข้า  ถ้านำเข้าโดยตรงต้องประสานสถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลในประเทศของคนงานให้ออกวีซ่าให้คนงานที่ต้องการจ้างไปทำงาน  แต่ถ้ามอบบริษัทจัดหางานเป็นผู้นำเข้า  บริษัทจัดหางานจะเป็นผู้ดำเนินการแทนจนกระทั่งคนงานเดินทางไปทำงานในประเทศอิสราเอล

                  5.ระยะเวลาที่รัฐบาลอิสราเอลอนุญาตให้แรงงานต่างชาติทำงานในประเทศอิสราเอลคือ  5  ปี  (นอกจากงานดูแลคนชราและผู้พิการซึ่งสามารถทำงานเกิน 5 ปีได้ คือจนกว่านายจ้างเสียชีวิต)  โดยให้วีซ่าปีต่อปี และนับติดต่อกันตั้งแต่เดินทางไปทำงานครั้งแรกในประเทศอิสราเอลไม่ว่าทำงานกับนายจ้างใด

                  6. ต้องจ่ายภาษีราย ได้  ขึ้นอยู่กับรายได้แต่ละเดือน  ประมาณร้อยละ 10-27  ของค่าจ้าง

                  7. กรณีแรงงานต่างชาติของนายจ้างรายใดหลบหนี   วีซ่าของนายจ้างรายนั้น ๆ  จะไม่ถือว่าว่างลง  และจะยังไม่มีสิทธิจ้างแรงงานต่างชาติใหม่ทดแทน  จนกว่าจะมีหลักฐานแสดงต่อทางการอิสราเอล ว่าแรงงานต่างชาติที่หลบหนีไปนั้น  ได้เดินทางออกนอกประเทศไปแล้ว 

                  8. กฎหมายอิสราเอลให้ความคุ้มครองแรงงานต่างชาติเท่าเทียมกับแรงงานชาวอิสราเอลทุกประการ  และกำหนดให้แรงงานต่างชาติมีสิทธิพิเศษที่จะได้รับจากนายจ้างมากกว่าแรงงานชาวอิสราเอลในบางเรื่องอีกด้วย เช่น สิทธิในการมีสัญญาจ้างเป็นลายลักษณ์อักษร สิทธิในการให้นายจ้างทำประกันสุขภาพให้ตน และสิทธิที่จะมีที่อยู่อาศัยที่เหมาะสมซึ่งนายจ้างต้องจัดให้อีกด้วย โดยหักค่าที่พักได้ไม่เกินอัตราที่กฎหมายกำหนด

                  9. เนื่องจากกฎหมายอิสราเอลอนุญาตให้แรงงานต่างชาติทำงานในประเทศอิสราเอลได้ไม่เกิน  5  ปี  (นอกจากงานดูแลคนชราหรือผู้พิการ) แต่แรงงานต่างชาติที่ทำงานครบ 5 ปีแล้ว มักต้องการ กลับไปทำงานอีก  จึงเดินทางกลับประเทศเพื่อเปลี่ยนชื่อ นามสกุล และเอกสารการเดินทางใหม่ แล้วกลับไปทำงานในประเทศอิสราเอลอีกครั้ง   ดังนั้นเพื่อป้องกันการฝ่าฝืนกฎหมายอิสราเอล  ทางการอิสราเอลจึงออกระเบียบเพิ่มเติมในการอนุญาตวีซ่าแก่แรงงานต่างชาติเดินทางไปทำงานในประเทศอิสราเอล โดยต้องแสดงหลักฐานใบสูติบัตรด้วย รวมทั้งพิมพ์ลายนิ้วมือ หากตรวจพบว่าผู้ใดเคยอยู่ในประเทศอิสราเอลมา 5 ปี แล้วจะปฏิเสธไม่ให้เข้าประเทศอิสราเอล หรือส่งกลับประเทศภูมิลำเนาเดิม

                   นอกจากนี้ ทางการอิสราเอลไม่อนุญาตแรงงานต่างชาติที่เป็นคู่สามีภรรยา หรือบุคคลในครอบครัวเดียวกัน เช่น ลูก พี่หรือน้อง  เดินทางไปทำงานในประเทศอิสราเอลโดยเฉพาะกับนายจ้างคนเดียวกัน   

                  10. เพิ่มมาตรการในการป้องกันแรงงานต่างชาติลักลอบเข้าประเทศ โดยเพิ่มจำนวนตำรวจชายแดน โดยเฉพาะที่ภาคใต้ของประเทศซึ่งมีเขตติดต่อกับประเทศอียิปต์ เพิ่มการตรวจสอบก่อนพิจารณาให้วีซ่า  รวมทั้งเพิ่มการตรวจสอบที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองทุกจุดด้วย

                  11. จัดตั้งสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ขึ้นกับกรมตำรวจ เพื่อทำหน้าที่ตรวจจับ กักกันและเนรเทศแรงงานต่างชาติที่ผิดกฎหมาย  ซึ่งแต่ละปีได้รับเงินงบประมาณจำนวนมาก ในการปฏิบัติงานมีการกำหนดเป้าในแต่ละเดือนสำหรับการตรวจจับและเนรเทศแรงงานต่างชาติที่ผิดกฎหมาย ซึ่งเจ้าหน้าที่ต้องทำงานให้ได้ตามเป้าที่กำหนดด้วย  

                  นอกจากนี้ยังได้จัดตั้งสำนักงานตรวจสอบขึ้นในกรมแรงงานต่างชาติ    เพื่อทำหน้าที่ลงโทษนายจ้างอิสราเอลที่จ้างแรงงานต่างชาติผิดกฎหมาย หรือไม่จัดสิทธิประโยชน์ให้

ภาษีหรือค่าธรรมเนียมในการจ้างแรงงานต่างชาติ  ( ต่อคนงาน 1 คน /การจ้างงาน 1 ปี )

                   – กรณีงานเกษตร   นายจ้างจะต้องจ่ายเงินค่าอนุญาตในการจ้างแรงงานต่างชาติทำงานจำนวน  1,695   เชคเกล  โดยจ่ายที่กระทรวงอุตสาหกรรม การค้า และแรงงาน จำนวน  1,415  เชคเกล    จ่ายที่กระทรวงมหาดไทยเมื่อคนงานเดินทางไปทำงานแล้ว  จำนวน  1,180  เชคเกล   

                   กรณีงานดูแลคนชราและผู้พิการ นายจ้างต้องจ่ายค่าธรรมเนียมทั้งหมดรวม 395  เชคเกล โดยจ่ายที่กระทรวงอุตสาหกรรม การค้าและแรงงาน จำนวน  250  เชคเกล   และค่าวีซ่าที่กระทรวงมหาดไทย จำนวน 145   เชคเกล  

                    – กรณีงานก่อสร้าง  นายจ้างต้องจ่ายค่าธรรมเนียมทั้งหมดรวม 6,945 เชคเกล โดยจ่ายที่  กระทรวงอุตสาหกรรม การค้าและแรงงานจำนวน  6,800  เชคเกล  และค่าวีซ่าที่กระทรวงมหาดไทย  145   เชคเกล                

                   – กรณีงานบริการและร้านอาหาร   นายจ้างต้องจ่ายธรรมเนียมรวม 4,780 เชคเกล โดยจ่ายค่าคำขออนุญาตจ้างแรงงานต่างชาติที่กระทรวงอุตสาหกรรม การค้าและแรงงาน จำนวน  500  เชคเกล  และจ่ายค่าธรรมเนียมการจ้างแรงงานต่างชาติ จำนวน  4,135  เชคเกล  และค่าวีซ่าอีก  145 เชคเกล ที่กระทรวงมหาดไทย    ( 1 เชคเกล เท่ากับ  8.50  บาท โดยประมาณ )

การจ้างแรงงาต่างนชาติตามระบบใหม่

                   เนื่องจากแรงงานต่างชาติที่เดินทางไปทำงานในประเทศอิสราเอล ต้องเสียค่าใช้จ่ายสูงในการเดินทางไปทำงานในประเทศอิสราเอล ทำให้ประเทศอิสราเอลถูกนานาชาติตำหนิว่าใช้ประโยชน์จากแรงงานต่างชาติเสมือนทาส ทำให้ภาพพจน์ของประเทศเสียหาย  รัฐบาลอิสราเอลจึงมีนโยบายลดค่าใช้จ่ายของแรงงานต่างชาติในการเดินทางไปทำงานในประเทศอิสราเอล โดยมอบหมายให้องค์กรระหว่างประเทศสำหรับการอพยพแรงงาน ( International Organization for Migration   หรือ  I.O.M )    เป็นผู้จัดส่งแรงงานต่างชาติไปทำงานในประเทศอิสราเอล โดยเริ่มจากประเทศไทยเป็นประเทศแรก หากได้ผลจะได้ขยายไปสู่การนำแรงงานต่างชาติไปทำงานในภาคอุตสาหกรรมอื่น ๆ  ในประเทศอิสราเอลและกับประเทศอื่นต่อไป  ขณะนี้อยู่ระหว่างการหารือของกระทรวงแรงงานของไทยกับ  I.O.M

แรงงานต่างชาติ  และแรงงานไทยในอิสราเอล

           อิสราเอลไม่มีทรัพยากรธรรมชาติ  จึงให้ความสำคัญกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โดยรัฐบาลอิสราเอลลงทุนอย่างสูงในด้านการศึกษาของประชาชน  ทำให้อิสราเอลเป็นหนึ่งในประเทศที่มีแรงงานที่มีการศึกษาสูงสุดประเทศหนึ่งของโลก   แรงงานไร้ฝีมือในอิสราเอลส่วนใหญ่เป็นชาวยิวโพ้นทะเล  จากรัสเซีย  และยุโรปตะวันออกที่เข้าไปตั้งรกรากในอิสราเอล  รวมทั้งแรงงานต่างชาติที่เข้าไปทำงานในประเทศอิสราเอล  อาทิ  แรงงานโรมาเนีย  ตรุกี  ไทย  จีน  และฟิลิปปินส์  เป็นต้น

           แรงงานไทยได้เริ่มเข้าไปทำงานในอิสราเอลตั้งแต่ปี  2523   งานที่ทำในระยะแรกได้แก่ พ่อครัว  แม่ครัว  และช่างฝีมือต่างๆ อาทิ ช่างเชื่อม  ช่างแอร์  ช่างซ่อมรถยนต์    ในปี 2527  จำนวนแรงงานไทยได้เพิ่มขึ้นเป็นพันคน   โดยเข้าไปทำงานในรูปอาสาสมัครตามคิบบุตส์  และโมชาฟ   ในปี 2537  หลังจากปิดพรมแดนอิสราเอลกับเขตยึดครองเพื่อป้องกันปัญหาการก่อการร้ายจากกลุ่มปาเลสไตน์หัวรุนแรง  ทางการอิสราเอลได้อนุญาตให้มีการนำเข้าแรงงานต่างชาติแทนคนงานปาเลสไตน์ในภาคก่อสร้าง  และภาคเกษตร คนไทยจึงเริ่มเข้าไปทำงานในอิสราเอลมากขึ้นเรื่อยๆ จนถึงจำนวนเกือบ 26,000 คนในปัจจุบัน โดยทำงานในชุมชนอิสราเอลที่เรียกว่า Kibbutz  จำนวน 267  แห่ง และในชุมชนอิสราเอลที่เรียกว่า Moshav จำนวน 448  แห่งทั่วประเทศ 

          โมชาฟ  คือหมู่บ้านสหกรณ์การเกษตร ปกครองตนเองภายในชุมชนแบบประชาธิปไตย

มีสมาชิกแต่ละแห่งประมาณ  60-200  ครอบครัว แต่ละครอบครัวสามารถมีที่ดินเพื่อทำการเกษตรของตนเอง มีบ้านของตนเอง มีเครื่องมือทำการเกษตรของตนเอง โดยโมชาฟรับผิดชอบด้านการตลาด และจัดซื้อเครื่องมือเครื่องใช้ให้สมาชิกในราคาถูก รวมทั้งจัดการให้สมาชิกทุกคนได้ใช้น้ำและที่ดินเท่าเทียมกัน

          คิบบุตส์  คือชุมชนที่มีลักษณะคล้ายคอมมูน ซึ่งสมาชิกเป็นเจ้าของทรัพย์สินร่วมกัน และได้รับการแบ่งปันผลกำไรตามผลงานที่ทำได้ในแต่ละปีแรงงานไทยในอิสราเอลส่วนใหญ่ทำงานในฐานะคนงานภาคเกษตร  โดยสามารถยึดตลาดแรงงานภาคเกษตรได้เกือบทั้งหมด  อัตราการเรียกรับค่าบริการสำหรับแรงงานไทยไปทำงานภาคเกษตรในประเทศอิสราเอลอยู่ระหว่าง   60,350 – 350,000  บาท  (ประมาณ 1,700 – 10,000 เหรียญสหรัฐ) ซึ่งค่าบริการและค่าใช้จ่ายที่เก็บจากคนหางานนี้ บริษัทจัดหางานในประเทศไทยต้องจ่ายให้บริษัทจัดหางานอิสราเอลสำหรับค่าการตลาด ค่าดูแลคนงานตลอดสัญญาจ้าง  ค่าบัตรโดยสารเครื่องบินเที่ยวกลับ  ค่าประกันสุขภาพสำหรับ 2 ปีแรก  และจ่ายให้นายจ้างอีกจำนวนหนึ่งด้วย แต่การจ่ายเงินของคนหางานให้กับบริษัทจัดหางานในประเทศไทยมักไม่มีหลักฐานการรับเงินตามจำนวนที่จ่ายจริง  สำหรับกรณีที่คนหางานจ่าย 60,750 บาท นั้น ไม่มีการจ่ายให้นายจ้างแต่อย่างใด  และไม่รวมค่าบัตรโดยสารเครื่องบินขากลับ  

          สัดส่วนของแรงงานต่างชาติในอิสราเอลได้รับอนุญาตให้ทำงาน 4   สาขา   ได้แก่

                      –   ภาคเกษตร   แรงงานไทยถือครองตำแหน่งงานในสาขานี้มากที่สุดถึงกว่าร้อยละ 95

                      – ภาคบริการและร้านอาหาร  ในอิสราเอล คนไทยครองตำแหน่งเป็น Chef และ Cook มากที่สุดถึงร้อยละ 95   ในร้านอาหารไทย จีน และญี่ปุ่น  

                      –  ภาคก่อสร้าง แรงงานชาติโรมาเนีย  จีน และตุรกีถือครองตำแหน่งมากที่สุด             

                      –  ภาคดูแลคนชราและผู้พิการ  แรงงานฟิลิปปินส์ถือครองตำแหน่ง  ร้อยละ 95

 

 


78
TOP